ม้ามืดยูโร

ส่องอดีต 4 ทีม ม้ามืดยูโร มาเงียบๆ แต่โคตรได้ใจแฟนบอล

เมื่อ “ไม่คาดหวัง” ก็ “ไม่กดดัน” และบางทีมันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นได้อยู่เสมอ เช่นกันกับในโลกของฟุตบอล ที่หลายต่อหลายครั้งแฟนบอลหลาย ๆ ท่านมักปันใจให้กับมวยรอง บ้างก็เชียร์ “เอามันส์” เพราะการเชียร์แต่ทีมเต็งบางครั้งมันก็เป็นอะไรที่น่าเบื่อ เมื่อผลลัพธ์ส่วนใหญ่ก็มักจบลงที่ชัยชนะของเหล่ายักษ์ใหญ่อยู่เสมอ

แต่กับรายการฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือที่เราเรียกกันจนคุ้นปากว่า “ยูโร” ก็เหมือนมีมนตร์เสน่ห์บางอย่างให้แฟนบอลได้ติดตามกันอยู่เสมอ เรียกว่าเป็นเวทีใหญ่ที่สร้างปรากฎการณ์ “ม้ามืด” ให้แฟนฟุตบอลต้องได้ติดตามอยู่เป็นประจำ

และก่อนฟุตบอล ยูโร 2020 จะเริ่มขึ้น แถมครั้งนี้ยังเป็นครั้งใหญ่ เนื่องจากเป็นการเฉลิมฉลองในวาระสำคัญครบรอบ 60 ปี เชื่อได้เลยว่าการเพิ่มทีมเข้าร่วมเป็น 48 ชาติ จะทำให้แฟน ๆ ยิ่งจะได้เห็น “ม้ามืด” ปรากฏกายในครั้งนี้อีกอย่างแน่นอน เราเลยอยากจะพาทุกท่านไปอุ่นเครื่องกับ “อดีต 4 ม้ามืดยูโร” ที่น่าสนใจ ทีมที่ไม่ต้องโวก่อนแข่ง แต่เล่นเจ๋งเป็นบ้าเมื่อทัวร์นาเมนท์เริ่ม จะมีชาติไหนกันบ้าง ตามไปดูกัน !

4 ทีม ม้ามืดยูโร ผลงานปาดหน้า ทีมเต็ง มีชาติไหนบ้าง

ทีมชาติเวลส์

4. ทีมชาติเวลส์ / ยูโร 2016

ขุนพล “มังกรแดง” แห่งยุโรป อยู่ในกลุ่มบีร่วมกับ อังกฤษ, สโลวาเกีย และ รัสเซีย เมื่อยูโร 2016 และไม่ต้องบอกก็รู้ว่า พวกเขาถูกยกเป็นเต็งระดับต้น ๆ ที่จะต้องแพ็คกระเป๋ากลับบ้านก่อนใครเพื่อน ถึงแม้จะมีซุปเปอร์สตาร์ อย่าง แกเร็ธ เบล กับ อารอน แรมซี่ย์ นำทัพก็ตาม

แต่พอเอาเข้าจริง เวลส์ กับแซงหน้าทุกทีมคว้าแชมป์กลุ่มหน้าตาเฉย เริ่มตั้งแต่เกมเปิดซิงยูโรหนแรกด้วยการตบ สโลวาเกีย 2-1 แม้ในเกมต่อมาจะแพ้ให้กับ อังกฤษ 1-2 แต่เกมสุดท้าย ทัพสิงโตคำราม ทำได้แค่เสมอกับ สโลวาเกีย เท่านั้น กลับกัน เวลส์ โชว์ฟอร์มดุไล่ถลุง รัสเซีย ขาดลอยถึง 3-0 ปาดหน้าเพื่อนบ้านคว้าอันดับหนึ่งเข้ารอบน็อคเอ้าท์แบบชนิดที่เรียก “โคตรหล่อ”

พอมาถึงรอบ 16 ทีม พวกเขาทำท่าเหมือนจะกระสุนหมดยังไงอย่างงั้น ต้องอาศัยการทำเข้าประตูด้วยตัวเองของ แกเร็ธ แม็คออลี่ย์ เฉือนเอาชนะไปได้แบบหืดจับ ก่อนจะงัดฟอร์ม “ม้ามืด” ออกมาใช้อีกครั้ง เมื่อจัดการสยบทีมเต็ง เบลเยี่ยม แบบเอาท์คลาสที่สกอร์ 3-1

แต่ท้ายที่สุดแล้วเส้นทางของ เวลส์ ก็ต้องถึงคราวหยุดลง เมื่อพ่ายแพ้ให้กับ โปรตุเกส ในรอบตัดเชือก แต่ใครจะแคร์ล่ะ !? เพราะนี่คือยูโรครั้งแรกสำหรับพวกเขา การมาไกลถึงรอบสี่ทีมสุดท้ายเป็นอะไรที่เหนือคำบรรยายสุด ๆ แล้ว แถมยังฉุดให้พวกเขาตื่นจากฝัน สุดท้ายก็กลายเป็นแชมป์ยูโร นั่นคือ โปรตุเกส ที่มีโคตรนักเตะอย่าง โรนัลโด้ เป็นผู้นำ แค่นี้แฟนบอลทั้งโลกก็จดจำพวกเขาได้ไม่มีวันลืมแล้วแหละ


ทีมชาติไอซ์แลนด์

3. ทีมชาติไอซ์แลนด์ / ยูโร 2016

จนถึงทุกวันนี้ วีดีโอประชาชนชาวไอซ์แลนด์ปรบมือต้อนรับทัพนักเตะที่เคยเป็นไวรัลให้ผู้คนที่โลกได้ชื่นชมกัน ยังถูกกล่าวขวัญและเปิดซ้ำอยู่เรื่อยมาแม้ว่ายูโรหนนั้นจะจบไปเกือบ 3 ปี แล้วก็ตาม

ขุนพลตระกูล ”สัน” ผ่านเข้ามาเล่นรอบสุดท้ายยูโรเป็นหนแรกในประวัติศาสตร์ของพวกเขา และการมาครั้งนี้พวกเขาไม่ได้มาเล่น ๆ เพราะในรอบคัดเลือก ไอซ์แลนด์ หักด่านทั้ง เนเธอร์แลนด์ และ ตุรกี ตาม สาธารณรัฐเช็ก เข้ามาเล่นรอบสุดท้ายเป็นอันดับสองของกลุ่ม มีแต้มเป็นรองแค่ 2 คะแนนเท่านั้น

ต่อให้ฟอร์มดีซักแค่ไหน สถานะของพวกเขาก็ยังคงเป็นแค่ม้านอกสายตาเท่านั้น พวกเขาอยู่ร่วมกลุ่มเอฟ กับ โปรตุเกส, ฮังการี และ ออสเตรีย แต่เมื่อผลงานปรากฎ การลงเล่นรอบแบ่งกลุ่ม 3 เกม พวกเขาไม่แพ้ใครเลย เสมอ โปรตุเกส และ ฮังการี ก่อนจะเฉือนเอาชนะ ออสเตรีย ในนัดชิงดำ 2-1 ส่ง ออสเตรีย กลับบ้านไปก่อนใคร พาตัวเองเข้ารอบเป็นอันดับสองของกลุ่ม ด้วยการมี 5 คะแนนเท่ากับ ฮังการี เป็นรองแค่ลูกได้เสีย ปล่อยให้ โปรตุเกส ต้องกระเสือกกระสนลุ้นเป็นอันดับที่สามที่ดีที่สุดเข้ารอบไปอย่างฉิวเฉียด

และรอบ 16 ทีมนี้เองที่ทำให้ทั้งโลกต้องจับตา ไอซ์แลนด์ เมื่อพวกเขาพลิกล็อคเอาชนะ อังกฤษ 2-1 แบบได้ใจคนทั้งโลก ด้วยสไตล์วิ่งสู้ฟัด แข็งแกร่ง ไล่ทุกเม็ด ก่อนเส้นทางพวกเขาต้องจบลงด้วยน้ำมือของ ฝรั่งเศส ในรอบก่อนรอง แต่นั่นก็ไม่ใช่สลักสำคัญอะไร เมื่อโลกได้จดจำพวกเขาในฐานะนักสู้ตัวแทนของประเทศที่มีประชากรเพียง 332000 คนเท่านั้น ! ไปแล้วเรียบร้อย


ทีมชาติกรีซ

2. ทีมชาติกรีซ / ยูโร 2004

หากแฟนบอลคนไหนทันยูโร 2004 เพราะครั้งนี้ให้พูดถึงอีกกี่ร้อยครั้งก็ยังน่าขนลุก เมื่อ อ็อตโต้ เรห์ฮาเก้ล ยอดกุนซือเกมรับชาวเยอรมัน พาขุนพลของเขาสร้างประวัติศาสตร์ที่เราต่างเรียกขานกันว่า “เทพนิยายกรีซ” ให้ชาวโลกต้องจดจำ

จริง ๆ ถ้าฟุตบอลเป็นเรื่องของสถิติและบัญญัติไตรยางค์ต่าง ๆ เส้นทางของ กรีซ คงจบลงตั้งแต่ผลจับฉลากการแบ่งกลุ่มออกมาแล้ว เมื่อพวกเขาต้องอยู่ร่วมกับ 2 ยักษ์ใหญ่ อย่าง สเปน และ โปรตุเกส แถมยังมี รัสเซีย ทีมจอมเขี้ยวลากดินมาร่วมแจมแย่งตั๋วรอบต่อไปที่มีโควต้าเพียงแค่ 2 ใบ เท่านั้น !

แต่พอมันคือ “ฟุตบอล” อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น กรีซ สร้างเซอร์ไพรส์ตั้งแต่เกมแรกด้วยการทุบ โปรตุเกส 2-1 ก่อนจะเสมอกับ สเปน 1-1 ในเกมที่สอง เกมสุดท้ายชิงดำ กรีซ แพ้ให้กับ รัสเซีย แต่ โปรตุเกส ดันชนะ สเปน นั่นเลยทำให้ กรีซ ได้เข้ารอบด้วยผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่าทีมแดนกระทิงดุ และนั่นมันอาจจุดประกายเล็ก ๆ ให้กับพวกเขาให้หวังถึงแชมป์ในครั้งนี้

พอถึงรอบน็อคเอาท์พวกเขาก็ไม่กลัวใครแล้ว กรีซ จัดการตบ ฝรั่งเศส 1-0 รอบแปดทีม ก่อนจะเอาชนะ เช็ก 2-1 ในรอบตัดเชือก และคู่ต่อกรของพวกเขาในนัดชิงก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็น โปรตุเกส ที่เงื้อมีอรอวันแก้แค้นจากการปราชัยให้พวกเขาในเกมเปิดสนาม

จนสุดท้ายใครเล่าจะไปเชื่อว่า กรีซ จะสามารถย้ำแค้นเจ้าภาพได้อีกครั้ง จากประตูชัยของ อันเกลอส ชาริเตอัส เถลิงแชมป์ยูโรอย่างยิ่งใหญ่บนแผ่นดินของ โปรตุเกส เองแบบเจ็บแสบ


ทีมชาติเดนมาร์ก

1. ทีมชาติเดนมาร์ก / ยูโร 1992

นี่คือต้นตำรับของเทพนิยาย ก่อนจะมี “เทพนิยายกรีซ” ก็มี “เทพนิยายเดนส์” ในศึกยูโร 1992 นี่แหละเป็นแบบอย่าง เป็นตัวแทนของ “ม้ามืด” ทั้งหลายทั้งปวง หากชาติไหนคิดจะเอาเยี่ยงอย่าง ขอยืมสุภาษิตไทยมาใช้ตรงนี้เลยดีกว่า “แข่งเรือ แข่งพาย มันแข่งได้ แต่แข่งบุญวาสนานี่มันแข่งกันไม่ได้จริง ๆ”

ที่ต้องบอกกันเว่อร์วังซะขนาดนั้น นั่นเป็นเพราะจริง ๆ แล้ว เดนมาร์ก ไม่ได้ผ่านรอบคัดเลือกมาน่ะสิ พวกเขาได้สิทธิ์เป็นมวยแทน ยูโกสลาเวีย ที่โดนตัดสิทธิ์ในยูโรหนนั้น การเตรียมทีมเลยฉุกละหุกหน่อย เพราะต้องเรียกนักเตะกลับมาจากพักร้อนกระทันหันเพื่อร่วมโม่แข้งศึกยูโรครั้งนี้

แม้จะมีนักเตะดัง ๆ ในชุดนั้น อย่าง พี่น้องเลาดรู๊ป ไมเคิล กับ ไบรอัน และโกลมือกาว เจ้าของฉายา “ยักษ์เดนส์” ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล แต่กับระยะเวลาเตรียมเทียมอันน้อยนิด ไม่มีใครคาดคิดและเมียงมองทัพโคนมชุดนี้อยู่ในสายตา

เดนมาร์ก อยู่ร่วมกรุ๊ป 1 กับ สวีเดน, ฝรั่งเศส และ อังกฤษ เปิดหัวด้วยการเสมอ อังกฤษ ก่อนแพ้ให้กับ สวีเดน และไปชนะ ฝรั่งเศส ในรอบชิงดำ ผ่านเข้ารอบตัดเชือกตาม สวีเดน ไปแบบเสียวไส้ แต่ก็ต้องแลกกับการไขว้ไปเจอกับสายแข็ง “แชมป์เก่า ยูโร 1988” อย่าง ฮอลแลนด์ สู้กันอย่างสนุกเสมอกันไป 2-2 และเป็น เดนมาร์ก ที่เอาชนะจุดโทษ ได้เข้าไปชิงกับ “แชมป์โลก” เยอรมัน

ก็อย่างว่า มาถึงขั้นนี้ทัพโคนมก็ไม่กลัวใครหน้าไหนแล้วทั้งนั้น จะทีมไหน “ก็มาดิคร้าบ !” พวกเขาสู้สุดแรงใจด้วยสไตล์ฟุตบอลที่สวยงาม ยัดเยียดความปราชัยให้กับทัพอินทรีเหล็ก 2 ประตูต่อ 0 สร้างตำนานบทใหม่ให้กับวงการในขณะนั้น ด้วยการเป็นแชมป์ยูโรจากการมาเล่นรอบสุดท้ายในฐานะ “ตัวแทน” เรียกได้ว่าเป็นแบบฉบับ “ม้ามืด” ตัวจริง และยากที่ปาฏิหาริย์ครั้งไหนจะมาทดแทนได้


และทั้งหมดก็เป็น 4 ม้ามืด จาก ฟุตบอลยูโร รายการชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่กำลังจะมีอายุครบ 60 ปี ในครั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ และเรามาคอยดูกันว่าในปีนี้หลังจากได้ 48 ทีม เมื่อจบรอบคัดเลือกแล้ว จะมีชาติไหนกันบ้างที่จะมีแววเป็น “ม้ามืด” และอาจได้สร้างประวัติศาสตร์ในวาระอันยิ่งใหญ่ในการเฉลิมฉลองการครบรอบของรายการนี้ เพียงแค่คิดก็อยากให้พรุ่งนี้เป็นปี 2020 แล้ว ! จริง ๆ ให้ตายเถอะ ติดตามข่าวสาร Euro 2020 ได้ที่นี่

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *